วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทริป อ.จิ๋ว 4-12 ก.ค.2552

9 ก.ค.2552 (วันที่ 6)
วันที่ 6 ของการเดินทางอันยาวไกล วันนี้เราจะออกจากเชียงใหม่ไปสุโขทัยกัน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เช้านี้เราไปกินข้าวใน มช. หลังจากที่เรากินข้าวเสร็จแล้วเราก็ไป ศูนย์วัฒนธรรม ที่อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย ซึ่งที่แห่งนี้เป็นที่รวบรวมบ้านไม้โบราณ ที่ซื้อมาจากแหล่งต่างๆ นำมาสร้างและปลูกใหม่บริเวณนี้ โดยที่บ้านบางหลังนั้นก็มีคนอยู่ ซึ่งก็มีชิวิตความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ในลักษณะนั้นตามมาด้วย บางหลังก็ปล่อยเอาไว้ไม่มีคนอยู่ ซึ่งมีทั้งเรือนล้านนาแท้ที่เป็นเรือนไม้จริง และเป็นเรือนดัดแปลง ที่ไม่มีกาแล โดยมาก มักจะเป็นห้าห้องเสา ด้านในมีสามห้องเสา ไม่มีฝ้าเพดาน แต่ใช้ตะแกรงโปร่งแทน สามารถใช้บันไดปีนขึ้นไปวางของได้ เมื่อหลังารั่วเปลี่ยนกระเบื้องได้โดยจากด้านในได้เลย ด้านหน้าเป็นบริเวณอเนกประสงค์ ด้านหลังเป็นครัวไฟ รางน้ำมีลักษณะเป็นไม้ หลังครัวจะมีลานซักล้าง ระดับของพื้นและชานจะมีระดับต่างกัน มีชานหน้า และชานหลัง ชานจะมีน้ำสำหรับดื่มกิน ใต้ถุนมีแคร่สำหรับนั่งเล่น ห้องนอนจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว อยู่ด้านในโดยมีประตูกั้นเอาไว้ ลักษณะของศูนย์นี้เหมือนกับเป็นหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่คนละสถานที่แต่นำมาอยู่รวมกัน แสดงวัฒนธรรมที่เหมือนและแตกต่างกัน เอกลักษณ์ในแต่ละท้องที่ เรือนเดิมนั้นส่วนมากก็มียุ้งข้าว ซึ่งอาจจะอยู่ด้านหน้าด้านหลัง หรือข้างๆตัวเรือนก็เป็นได้ เนื่องจากว่าเรือนหล่านี้มีการก่อสร้างที่สามารถถอดได้โดยชิ้นส่วนต่างๆใช้การเข้าไม้ ตะปู จึงสามารถถอดและนำมาแสดงในอีกที่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายกย่องสำหรับเทคนิคและวิธีการช่างโบราณ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นประสบการณ์ หลังจากที่เราดูเสร็จก็ออกไปกินข้าวที่เดียวกับเมื่อวานคือกาดก้นพยอม แล้วก็ซื้อแคบหมูน้ำพริกหนุ่มไปกินเป็นเสบียงในรถเพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อ
ระหว่างทางที่จะไปสุโขทัยเราก็ได้แวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่ ซึ่งยังคงไว้ซึ่งลักษะท้องถิ่น อาจมีบางส่วนที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ บ้างแต่ก็ยังไม่ขัดกับรูปแบบเดิม หลังจากที่เดินไปเรื่อยๆ ก็ได้เข้าไปพบบ้านหลังหนึ่ง ซึ้งบ้านหลังนี้สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้วรู้สึกว่าเป็นบ้านที่ประทับใจที่สุด เป็นเรือนไม้จริง เทคนิคการก่อสร้างก็เรียบง่ายไม่เรียบร้อยขนาดบ้านมะกอก ที่ลำพูน ลักษณะของงานนี้เป็นงานพื้นบ้าน แต่สัมผัสเรื่อง Space มุมมอง และการใช้งานดูออกจะหวือหวาผิดกับภายนอก ซึ่งภายนอกดูเป็นเรือนธรรมดาๆสองหลังเชื่อมต่อกัน มีบันไดจากสองข้าง แต่ด้านใน เมื่อเข้าไป มีความทึบ โปร่ง ซึ่งเหมือนคิดและคัดมาอย่างดี มีการถ่ายเท Space ในลักษณะ human scale และ over ทำให้ในแต่ละมุมมีมุมมองและความรู้สึกที่ต่างกัน ส่วนที่เป็นครัวด้านหลัง ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับภายนอกด้วยระเบียงที่ไม่สูงบดบังสายตา ส่วนกั้นต่างๆที่มีความสูงต่ำต่างกัน การยกพื้นทีสูงขึ้นมาถูกแก้ด้วยเพิ่มบันไดที่สามารถเปลี่ยนเป็นม้านั่งได้ด้วย ใต้ถุนด้านล่างบริเวณที่เป็นแคร่ก็เปิดมุมมองรอบบ้านได้อย่างเต็มที่ เสียดายที่รูปที่ถ่ายออกมาไม่ค่อยดีเนื่องจากว่า มันใกล้ค่ำ
หลังจากที่ออกจากหมู่บ้าน ก็มุ่งตรงไปสู่สุโขทัยเข้าที่พัก ออกมากินข้าวเย็นมื้อค่ำ แล้วกลับไปเตรียมตัวไปต่อวันพรุ่งนี้

ทริป อ.จิ๋ว 4-12 ก.ค.2552

10 ก.ค.2552 (วันที่ 7)
ตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันนี้ไป สนามบินสุโขทัย ซึ่งผู้ออกแบบล้อเลียนโครงสร้างระเบียบแบบเดิมแต่ไม่ได้ตามวรรณคดี เสากลมไม่ตีฝ้า ลดชันหลังคา ใช้จันทันแทนม้าต่างไหม ใช้ระเบียบการเรียงอิฐในรูปแบบเดิม โดยวันนี้เรามีวิทยากรคือ คุณปู สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินของบริษัทการบินกรุงเทพจำกัด ซึ่งได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม ซึ่งถึงแม้ว่าระเบียบทุกอย่างจะไม่ได้ถูกลอกมาจากสมัยสุโขทัย แต่ก็ยังคงไว้เรื่องการเจาะช่องแสง เรื่องพื้นที่ภายใน ด้านหน้าที่เป็นโถงผู้โดยสารขาออกมีลักษณะป็นโถงขนาดใหญ่ เพื่อตรวจและรับกระเป๋า เมื่อผู้โดยสาร Check-in เรียบร้อยแล้วก็ก็เข้าไปด้านในเพื่อรอเครื่องออก ซึ่งเป็นโถงโปร่งโล่ง หลังคาสูงไม่ตีฝ้า มองออกไปเห็น รันเวย์ และอีกทั้งเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของสุโขทัย หลังจากนั้นก็ออกมาดูจากด้านหลัง ซึ่อาคารจะมีลักษณะใหญ่เล็กตามรูปด้าน เมื่อออกมานั่งรถชมรอบสนามบิน โดยที่รอบๆบริเวณสนามบินนี้เลี้ยงสัตว์ต่างๆ และเพาะพันธุ์ต้นไม้ต่างๆมากมาย นั่งรถไปต่อที่โรงแรมในสนามบิน สุโขทัยเฮอริเทจ รีสอร์ท ซึ่งโรงแรมนี้ได้มีลักษณะการออกแบบโดยใช้ลักษณะระเบียบบางอย่างจากสุโขทัย เช่น การเปิดช่องแสง การก่ออิฐ อาจเป็นเพราะได้ไปดูโรงแรมที่เชียงใหม่มาแล้ว เลยไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับโรงแรมนี้เท่าไหร่ แอบเห็นสิ่งแปลกๆ ที่สถาปนิดพยายามซ่อนอยู่บนหลังคา ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่ค่อนข้างไม่ดี ลักษณะหลังคาของโถงต่างๆ ก็ยังคงไม่ตีฝ้า เพื่อให้เห็นระเบียบโครงสร้างที่ชัดเจน หลังจากที่เราดูโรงแรมเสร็จเราก็ขึ้นรถต่อไปยัง ศูนย์อนุรักษ์เตาสังคโลก หลังจากที่เรานั่งรถชมเรียบร้อย แล้วเราก็ไปกินข้าว ซึ่งรอนานมาก พอกินเสร็จก็ขึ้นรถต่อไปยัง ศูนย์อนุรักษ์เตาสังคโลก
ศูนย์อนุรักษ์เตาสังคโลกนี้ ได้รับการออกแบบโดยภูมิสถาปนิก ด้วยอาคารนี้เป็นการอนุรักษ์วัตถุโบราณ มีการนำเอารูปแบบบางส่วนของงานสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยมาใช้ เช่นการเปิดช่องแสง แนวกำแพงก่ออิฐ แต่ส่วนอื่นๆแทบจะไม่ได้เป็นลักษณะเดิม แต่สามารถสัมผัสได้ว่ามีความเชื่อมต่อกันอยู่ ลักษณะการเดินภายในอาคารจะมี วิธีการวางลักษณะการเดินที่แตกต่างกับแนวความคิดของสถาปนิก จะมีการเดินอยู่ภายในอาคารและออกมานอกอาคาร ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่ดีอย่างเสียอย่างคือทำให้รู้สึกไม่เบื่อหรือเกิดความซ้ำซากจำเจแบบเดิม แต่ข้อเสียก็คือการจัดวางทางเดินในรูปแบบนี้จะเป็นการทำให้การเดินชมงานนิทรรศการภายในนั้นอาจเกิดความขาดตอน เพราะเนื่องจากเดินหลุดทางเดินที่ได้กำหนดไว้ และบางครั้งอาจให้ความสำคัญกับส่วนอื่นมากกว่าสิ่งที่ควรจะให้ความสนใจ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อคลุมเตาทุรียน ที่อยู่ด้านในไม่ให้เสื่อมไปตามกาลเวลา หลังคาด้านในใช้โครงสร้าง Truss ซึ่งเป็นวิธีการของสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้เสาภายในอาคารลดลง เมื่อดูภายในอาคารเสร็จแล้วก็เดินออกไปด้านนอกซึ่งมีบ้านืพื้นถิ่น มัลักษณะ ยกใต้ถุนสูง ด้านล่างเป็นที่นั่งพักผ่อน มีชานด้านนอก และด้านหลังเป็นครัว ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้ฝาผนังเป็นที่เก็บของ จำพวกเครื่องใช้ต่างๆ ก็เป็นการประดับตกแต่งที่สวยงาม อีกรูปแบบหนึ่งที่เราคิดไม่ถึง ซึ่งเกิดจากชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหล่านั้นจริงๆ ทำให้คิดได้ว่า บางครั้งเรายัดเยียดอะไรเกินความจำเป็นให้กับพวกเข้าเหล่านั้นมากเกินไปหรือเปล่า เพราะอย่างไรคนเราก็ไม่สามารถหลีกหนี ชีวิตและความเป็นอยู่ของตนเองได้
ต่อมาเรามาที่วัดอรัญยิก หรือวัดเจดีย์ 9 ยอด ใช้ระเบียบการก่อสร้างเจดีย์แบบ ผนังรับน้ำหนัก โดยนำศิลาแลงมาเรียงตัวกันเป็นซุมประตู คล้ายการก่อแบบ corbel มีการสร้างด้วยศิลาแลงเล่นระดับ และเชื่อมต่อกับพื้นที่ที่เป็นแนวเชิงเขาได้อย่างแนบเนียน เสาที่เป็นศิลาแลงที่เลียนแบบเสาไม้ เล่นย่อมุม มีการลดระดับชั้นแบบล้านนา มีมุกยื่นไปรับด้านหน้า บันได มีแมสตัน การก่ออิฐ และรูป Form ของธรรมชาติ การนำสายตาเข้าสู่องค์พระและเจดีย์ การจัด ทางเดินที่ให้เดินอ้อมรอบก่อนจะเข้าไปถึง หลังจากที่ชมวัดนีเสร็จแล้วก็ขึ้นรถต่อไป ยังอุทยาแห่งชาติศรีสัชนาลัย ซึ่งมีฝนตกในตอนแรก บริเวณนี้เป็นโบราณสถานที่เหลือ เป็นเสา ผนัง ซึ่งหากถ้ายังคงเป็นอาคารที่เป็นหลังๆ เราคงเห็นรายละเอียด องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ ถูกถอดออกมาเป็นระนาบ เส้น ความทึบตัน โปร่งโล่ง ไม่ได้ชัดเจนขนาดนี้ ลายปูนปั้นบนผนังที่หลงเหลืออยู่ มีความงดงามมาก แสดงถึงความสามารถของช่างในอดีต หลังคาของวัดแต่ละแห่งนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่ อาจเป็นเพราะสมัยก่อนโครงสร้างหลังคาเป็นโครงสร้างไม้ และกระเบื้อง ซึ่งเสื่อมได้รวดเร็วกว่าการก่ออิฐ เดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็ เจอวิหารและเจดีย์ที่มีความเหมือนและแตกต่างกันบ้าง วัดสุดท้ายที่เราไปถึงคือวัดช้างล้อม ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้เข้าไปดูน่าเสียดายมาก เพราะเกิดเหตุฉุกเฉินข้าศึกบุก แล้วกลับมาไม่ทัน ได้เห็นเพียงแต่รอบนอก จากมุมมองของข้าพเจ้า ความสวยงาม ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแต่เรื่องสถาปัตยกรรม แต่ในบริบทรอบข้างที่แวดล้อมอยู่นั้น ส่งเสริมให้ตัวสถาปัตยกรรมงดงามยิ่งขึ้น ความเสื่อมโทรมตามกาลเวลาทำให้ มีความกลมกลืนกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ก่อนออกมาเดินตามทางเดิน แล้ว เห็นทุ่งและมีนกสีขาวเกาะต้นไม้เต็มไปหมดเลย ซึ่งไม่มีทางได้เห็นภาพแบบนี้ในกรุงเทพฯ แน่นอน อยากให้กรุงเทพฯมีส่วนที่เป็นพื้นที่แบบนี้บ้าง ความพอดีมันอยู่ที่ไหน
ต่อมาที่วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง วัดนี้เป็นวัดที่ถือได้ว่ามีพระพุทธรูปปางลีลาที่ถือได้ว่างดงามที่สุดของสุโขทัย ซึ่งภาพพุทธรูปนี้ได้เห็นตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง วิชาเลือกศิลปะไทย แล้วเกิดความประทับใจและอยากมาเห็นของจริง วันนี้ด้าเห็นของจริงแล้ว เย้ๆ เสียดายนิดหน่อยที่มาตอนค่ำ ด้านหน้ามีซุ้มประตูที่มีลายปูนปั้นรูปนางฟ้าในลีลาที่สวยงามอยู่ด้านข้าง ซึ่งเมื่อเดินเข้าไป จะพบพระประทานอยู่ตรงกลางของวิหาร ซึ่งอยู่สูงสุด ด้านหลังเห็นฉากเป็นเจดีย์ที่มีอิทธิพลของอยุธยา เมื่อมองมาด้านข้างซ้ายมือ มีพระพุทธรูปปางลีลาอยู่หนึ่งรูป ซึ่งมีแขนเหมือนงวงช้าง พระพุทธรูปรูปนี้มีพระพักตร์ที่สวยงาม แต่รายละเอียดนั้นยังเห็นไม่ชัดเพราะว่ามันมืดแล้ว อ.น้ำ เลยเดินมาว่าจะมาอีกครั้งพรุ่งนี้ดีหรือเปล่า ถ้ามาจะต้องออกจากโรงแรมตี 5 แต่พวกเราก็สู้เพราะว่าอยากเห็นตอนเช้า เลยตกลงกันว่าจะมาพรุ่งนี้เช้าอีกที แล้วก็เดินเล่นรอบวิหาร แล้วก็ลองขึ้นไปบนเจดีย์ พอลงมาแล้วก็ขึ้นรถกลับที่พัก

ทริป อ.จิ๋ว 4-12 ก.ค.2552

11 ก.ค.2552 (วันที่ 8)
วันนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อกลับไปที่วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง ต้องออกจากที่พักตั้งแต่ตีห้า แต่ด้วยความคิดที่ว่า ออกจากที่พักตีห้าครึ่ง เลยทำให้ห้องของพวกเรากรี๊ด เมื่อมีคนบอกว่ารถกำลังจะออกแล้ว จากที่นอนเลื้อยกันอยู่บนเตียง ก็สะดุ้งขึ้นมาแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อ แล้วโผล่ลงมาข้างล่างภายในเวลาไม่เกิน สามนาที ฮ่าๆๆ คิดดูว่าจะได้ผ่านน้ำกันมั๊ย หลังจากที่พวกเราลงมาได้สักครู่หนึ่ง รถก็เคลื่อนออกจากที่พักทันที เมื่อถึงวัด เราก็ฟังอาจารย์บรรยายเล็กน้อย และก็แยกย้ายไปถ่ายรูป เลยรีบเดินไปที่พระพุทธรูปปางลีลาที่อยู่ด้านซ้ายมือของวิหาร เมื่อมองหงายขึ้น พระพุทธรูปที่อยู่นิ่งๆนั้น เหมือนกับว่าทำท่าจะเดินออกมาจากแผงด้านหลัง ลายปูนฉาบที่เกลี่ยเป็นจีวรนั้นดูบางและพลิ้วไหวมาก พระพักตร์ดูมีเมตตา สวยงาม สัดส่วนที่เห็นจากการแหงนหน้ามองจากด้านล่างดูสมบูรณ์แบบมากกว่า การมองจากด้านหน้า เนื่องจากว่าช่างโบราณนั้นได้คิดผ่านการใช้สอยของชาวบ้าน เนื่องจากว่าโดยทั่วไปแล้วคนที่มาที่วิหารจะมองพระในลักษณะนั่งก้มกราบ โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้นั้นลึกซึ้งมาก หลังจากที่ชมความงดงามจนเพียงพอแล้ว ก็ไปดูที่บริเวณเจดีย์ด้านหลัง แล้วขึ้นไปมองลงมาจากด้านบนสวยงามมาก หลังจากนั้นก็เดินลงมาถ่ายภาพด้านล่างเก็บรายละเอียดส่วนต่างๆ และไปถวายเทียนพรรษาร่วมกัน
ออกจากวัดแล้วก็ไปต่อกันที่ วัดกุฎีลาย ซึ่งวัดนี้แสดงให้เราเก็นถึงการก่อประตูแบบ Corbel ที่เราเรียนกันในวิชา ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เนื่องจากว่าปูนที่ได้ฉาบไปกระเทาะร่อนหลุดออกมา ทำให้เราเห็นการก่ออย่างชัดเจน เมื่อมองแล้วก่อให้รู้สึกว่า ขนาดสถานที่ที่ห่างไกลกันขนาดนี้ ยังมีเทคนิคและวิธีการที่เป็นรูปแบบเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ และการที่เรียนในหนังสือ แล้วมาได้เห็นภาพจริงทำให้เราสามารถตรวจสอบตัวเองได้ว่า สิ่งที่เราเรียนมานั้นเราเข้าใจถูกต้องจริงหรือไม่ แล้วก็ขึ้นรถไปที่อุทยานสุขโขทัยเป็นที่ต่อไป วัดต่อมาชื่อวัดมหาธาตุสุโขทัย การที่พวกเรามาที่สุโขทัยนั้น เราไม่มีวัดที่เป็นแบบอย่างที่ชัดเจน ไม่มีวิหารให้เห็นอย่างเต็มรูปแบบ เหลือแต่เพียงโครงสร้าง การเรียนรู้ในเรื่องระนาบ เหมือนกับที่เราเรียน visual ตอนปีหนึ่ง ทำให้เราฝึกความเข้าใจในเรื่องงานสถาปัตยกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นฝีมือและเทคนิคต่างๆของช่างสมัยก่อนที่มีมากมายน่าเหลือเชื่อ เดินต่อมายังวัดพลับพลายหลวงการแสดงพื้นผิวของหิน เส้นตั้งเส้นนอนที่มีความใหญ่เล็กหนาบาง ก่อให้เกิดมุมมอง ที่สวยงาม ถึงแม้ว่างานบางชิ้นนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากที่เดียวกันแต่การคลี่คลายฝีมือของช่างก็จะทำให้งานที่อยู่ในที่ต่างๆมีเอกลักษณ์ เช่น เจดีย์ที่มีกลับขนุนของสุโขทัยนั้น การเซาะร่องการ ทำนูนสูง รายละเดียดต่างๆก็จะมีความแต่กต่างจากเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากขอม การทิ้งระยะทำให้เกิดความลอยตัวของ Form บางครั้งหากมีต้นไม้เยอเกินไปก็จะทำใหอาคารดูไม่สง่า จึงต้นให้ต้นม้เป็นส่วนเสริมของอาคาร แมสสลับซับซ้อนสัมพันธ์กับแมกไม้ที่เป็นฉากหลัง จากการฟังบรรยายของอ.จิ๋ว จับใจความได้ว่า ในสมัยก่อนงานของสุขโขทัยจะใช้อิฐ ไม่ได้ใช้ศิลาแลงเนื่องจากว่าจะได้เป็นการประหยัดแรงงาน การเปลือยวัสดุเหลือเพียงระนาบ ทำให้เกิดเป็นงานที่ลักษณะของ Modern ออกมาเพราะเปลือยวัสดุ ไปต่อกันที่วัดศรีสวาย วัดพระสี่อริยาบท และวัดศรีชุม ซึ่งวัดนีใช้การกำหนดสัดส่วนของวิหารหลอกตาทำให้พระประทานที่อยู่ด้านหลังที่ใหญ่อยู่แล้วดูใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากวิหารเป็นขนาด Human Scale มากๆ หากไม่มีต้นมะม่วงด้านข้างมาเทียบเราจะคิดว่าวิหารนี้ใหญ่กว่าความเป็นจริง พวกเราไปถึงช้าจึงไม่สามารถเดินเข้าไปถ่ายรูปพระประทานด้านในได้ ด้วยความชอบส่วนตัวรู้สึกว่าพระพุทธรูปของสุโขทัยนั้นมี ความอ่อนช้อย สวยงามมีเมตตามาก และยังมีเรื่องของสัดส่วนที่สวยงามอีก ไม่น่าเชื่อว่าคนในยุคสมัยนั้นจะมีความสามารถมากมายและถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ผ่านความศรัทธาที่มีอย่างแรกกล้าทำให้ทุกรายละเอียดหนักแน่นสมบูรณ์แบบ หลังจากออกจากวัดเราไปแวะกันที่ สฤกษ์พงศ์ ชมความงามในแบบธรรมชาติล้วนๆไม่มีงานสถาปัตยกรรม จนอิ่มหนำสำราญแล้วก็ขึ้นรถกลับที่พัก พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายแล้วน่อ

ทริป อ.จิ๋ว 4-12 ก.ค.2552

12 ก.ค.2552 (วันที่ 9)
วันสุดท้ายแล้ว เก็บของออกจากที่พักขึ้นรถแล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน แต่ก่อนกลับเรายังมีที่ที่จะต้องแวะอยู่ คือวัดพระศรีมหาธาตุ วัดนี้มีลักษณะที่เชื่อมต่อกับสุโขทัย วิหารมีการซ้อนทับหลังคาถึง 5 ตับ ซึ่งวัดนี้ถือว่าเป็นสกุลช่างสุโขทัยที่ยังสมบูรณ์อยู่ โถงด้านหลังจะสูงท่สุดเนื่องจากว่าเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช วัดนี้จะมีพระสี่องค์ตั้งอยู่บริเวณทั้งสี่ทิศ เชื่อมประทานกับวิหารคด เห็นกันได้อย่างทะลุทะลวง ซึ่งอารมณ์และจิตวิญญาณที่เกิดจากอาคารที่มีคุณค่าสมบูรณ์คุณค่าจะเกิด หลังจากที่เราเดินดูที่วัดพระพุทธชินราชเสร็จ เราก็เดินข้างถนนไปยัง วัดที่อยู่ใกล้เคียง คือวัดราชบูรณะ วัดนี้ซ้อนหลังคาด้านข้างสามตับ ไม่มีฝ้าเพดานเช่นเดียวกันกับระเบียบของสุโขทัย บริเวณหัวเสาวางไม้กระดานพาดไว้เพื่อเป็นที่รับกลอนชายคาปีกนก หลังคาและช่อฟ้าเป็นแบบสุโขทัย เส้นสายต่างๆถูกกำหนดจากระเบียบ หน้าต่างได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นบานเปิดตามการใช้สอย ซึ่งแต่เดิมรูปแบบของสุโขทัยนั้นจะเป็นช่องตั้ง แต่รัตนโกสินทร์จะเป็นแผ่นกระดาน แนวความคิดหลักของแบบสุโขทัยนั้น เป็นการคิดในลักษณะที่คิด Space เพื่อนำมารับคนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คิดถึงผู้ใช้อาคารมากกว่าการคำนึงถึงแมสของอาคาร และที่พิษณุโลกนี้ก็เป็นวัดที่มีระเบียบของสุโขทัยที่ยังเหลืออยู่มากที่สุด


วันนี้เป็นวันสุดท้ายจึงขอสรุปสิ่งต่างๆที่ได้จากการมาทริปในครั้งนี้ นอกจากได้รับความรู้ในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นและรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยทั้งแบบล้านนาสุโขทัยแล้ว สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือจิตใต้สำนึกที่สะท้อนอยู่ในตัวในฐานะที่ต่อไปอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในงานสถาปัตยกรรม ทำให้ต้องคิดให้มากขึ้น เข้าใจความเป็นตัวตนของพื้นถิ่นเรา ไม่พยายามยัดเยียดความเป็นคนอื่นให้กับชาวบ้าน เพราะความเป็นพื้นถิ่นนั้นได้ถูกพัฒนาความรู้ ความเหมาะสมของงาน ตามประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นนั้นได้ผ่านการคัดกรองมาอย่างดีแล้ว แต่วิทยาการสมัยใหม่นี้ยังไม่ได้รับการคัดสรรอย่างดี บางครั้งเราก็ยัดเยียดเทคโนโลยีที่ขัดกับความเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านั้นให้กับเข้ามากเกินไป ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นการส่งผลดีต่อความเป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นชุมชนของเราเลย จึงมาย้อนคิดว่าเรายัดเยียดความเป็นใครให้กับเขา เขารู้ตัวตนของเขาดีมากกว่าเราด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ เพียงเพราะถูกกรอบของการศึกษามากำหนดไว้ หลังจากที่ไปเห็นงานพื้นถิ่นตามหมู่บ้านต่างๆแล้ว ต้องยอมรับจริงๆว่า การรับรู้ในเรื่องของ Space มุมมองต่างๆเช่น Visual ที่เราเรียนมานั้น จริงๆแล้วชาวบ้านในที่ต่างๆก็มีมาหรืออาจจะมีมากกว่า เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นตัวหนังสือได้เหมือนอย่างเรา การออกทริปครั้งนี้ปรับทัศนคติและมุมมองของข้าพเจ้าให้เปลี่ยนไปจากเดิมสิ่งที่เคยคิดว่าดี วันนี้มันอาจจะไม่ใช่ เมื่อก่อนเราเคยวิ่งไล่ตามใครอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วข้างหน้าอาจจะไม่มีตัวตอนที่แท้จริง แต่ข้างหลังเป็นสิ่งที่สามารถแสดงออกมาได้ว่าสิ่งที่สร้างมาสำเร็จหรือบรรลุผลได้จริง บางครั้งการหยุดแล้วหันมามองข้างหลังบ้างก็คงจะดี หลายสิ่งสิ่งที่ไม่เคยเห็น เช่น การแสดงความคิดเกี่ยวกับทัศนคติของตนเองในงานวิชาชีพ เรื่องการอนุรักษ์ ทำให้เราทราบว่าวิชาชีพของเราไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่คิดจะทำอะไรก็ทำ เพราะว่าการทำสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา นั้นเรียกได้ว่าเป็นการกระทบกระเทือนส่งผลถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่นอีกมากมาย ถึงแม้ว่าจะมีความคิดที่ไม่ตรงกันแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ควรจะปรึกษาหารือเพื่อให้สิ่งที่จะทำเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พระพรหมพิจิตร



















ประวัติพระพรหมพิจิตร
พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) เกิดวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2433 ภายหลังเปลี่ยนชื่อและนาสกุล ตามบรรดาศักด์ที่เลิกใช้เป็นนายพรหม พรหมพิจิตร และได้รับตำแหน่งเป็นราชบัณฑิต ในวิชาวิจิตรศิลป์ สาขาจิตกรรมสำนักศิลปกรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
การศึกษา
ปี พ.ศ.2433 ได้ศึกษาหนังสือไทยที่โรงเรียนมหาพฤฒาราม และเข้าเป็นช่างเขียนในกรมโยธา กระทรวงโยธาธิการ พ.ศ.2477
การรับราชการ
พ.ศ.2451 ได้บรรจุเป็นช่างเขียนกรมโยธาธิการ
พ.ศ.2455 กรมโยธาธิการเปลี่ยนนามมาเป็นกรมศิลปากร ย้ายมารับราชการในกรมศิลปากร
พ.ศ.2468 ย้ายไปรับราชการในกรมรองาน กระทรวงวัเป็นเวลา 1 เดือน
พ.ศ.2469 รับหน้าที่อาจารย์แผนกศิลปากรสถานราชบัณฑิตยสภา
พ.ศ.2476 ราชบัณฑิตยสภายุบลง ย้ายมารับราชการในกรมศิลปากร
พ.ศ.2493 เกษียนอายุราชการ ออกรับพระราชทานบำนาญ
ตำแหน่งราชการหน้าที่พิเศษ
-ช่างเขียนชั้น 4,3,2 –ครูเอกชั้น 1 ประณีตศิลปกรรม- ช่างเอกชั้น 1 สถาปัตยกรรม- อาจารย์เอกสถาปัตยกรรม- สถาปนิกกองสถาปัตยกรรม- หัวหน้ากองประณีตศิลปกรรม- หัวหน้ากองหัตถศิลป- ที่ปรึกษาฝ่ายศิลป ประจำกรมศิลปกร-กรรมการสำนักวัฒนธรรมศิลปกรรม- อาจารย์เอกคณะศิลปไทย ครูวาดเขียนเอกโรงเรียนเพาะช่าง- อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย- ผู้ก่อตั้งและดำรตำแหน่งคณะบดีคนแรกของคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อพ.ศ. 2498
ยศ บรรดาศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2456 รองเสวกตรี ขุนบรรจงเลขา
พ.ศ. 2462 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
พ.ศ. 2463 เป็นหลวงสมิทธิเลขา
พ.ศ. 2466 รองเสวกโท หลวงสมิทธิเลขา
พ.ศ. 2467 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา
พ.ศ. 2471 รองอำมาตย์เอก พระพรหมพิจิตร
พ.ศ. 2480 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา
พ.ศ. 2482 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2483 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
พ.ศ. 2485 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก

ชีวิตครอบครัว
สมรสกับพวงเพ็ญ เกิดบุตรด้วยกัน 2 คน คือ
1. พันเอก สมฤทธิ์ พรหมพิจิตร (ถึงแก่กรรม)
2.พันเอก กัมพล พรหมพิจิตร
อาจารย์ พระพรหมพิจิตร ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508 สิริชนมายุได้ 75 ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2508

ผลงานอนุสรณ์สำคัญ
อาจารย์พระพรหมพิจิตร เป็นผูมีความสามารถรอบรู้เรื่องช่างศิลป์ โดยเฉพาะเชี่ยวชาญเรื่อง สถาปัตยกรรมไทย ทั้งปฏิบัติเองหรือให้คำปรึกษา ซึ่งมีตัวอย่างงานออกแบบดังนี้
1.เขียนตำรา “พุทธศิลปสถาปัตยกรรม” ภาคต้น
2.ออกแบบก่อสร้าง ศาลาโรงธรรม วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
3.ออกแบบอาคารหลักก่อสร้างและวางผัง วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน กรุงเทพมหานคร
4.ออกแบบก่อสร้าง ศาลาการเปรียญ เมรุ หอระฆัง ซุ้มประตู วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร
5.ออกแบบก่อสร้างศาลาการเปรียญ และรั้วด้านหน้า วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร
6.ออกแบบก่อสร้าง ศาลาการเปรียญ และเมรุวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร
7.ออกแบบก่อสร้าง ศาลาการเปรียญวัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร
8.ออกแบบก่อสร้างหอระฆัง วัดยานนาวา กรุงเทพฯ
9.ออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถ วัดมณฑป จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
10.ออกแบบก่อสร้างศาลาการเปรียญ และรั้วกั้นเขตสังฆวาส วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
11.ออกแบบก่อสร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี จังหวัดสุพรรณบุรี
12.ออกแบบก่อสร้างหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ
13.ออกแบบพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8
14.ออกแบบพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ ท้องสนามหลวง
15.ออกแบบก่อสร้างอาคารประกอบพิธีฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ณ ท้องสนามหลวง
16.ออกแบบก่อสร้างอาคารศาลาไทยจัดแสดงงาน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
17.ออกแบบก่อสร้างซุ้มประตูสวัสดิโสภา ทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
18.ออกแบบก่อสร้างประตูดุสิตศาสดา ในพระบรมมหาราชวัง
19.ออกแบบห้องเก็บพระบรมอัฐิพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งการตกแต่งภายใน ที่หอพระราควัดพระศรีรัตนศาสดาราม
20.ออกแบบก่อสร้างอนุเสาวรีย์พระยารัษานุประดิษฐ์ฯ จังหวัดตรัง
21.ออกแบบดวงตราพระคเณศ ประจำกรมศิลปากร
22.ออกแบบตราเครื่องหมายประจำกระทรวง ทบวง กรม และจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด
23.ออกแบบปรับปรุงตราประจำตัวของเจ้าพระยาสมเด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)
24.ออกแบบม่านเทพนมหน้าเวทีโรงละครแห่งชาติ
25.ออกแบบพระโกศทองคำบรรจุพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 8 ฯลฯ
นอกจากนี้ในวัยหนุ่ม อาจารย์พระพรหมพิจิตร ยังเป็นลูกมือช่วยคัดลอกลงเส้นในงานออกแบบเขียนลาน รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างต่างๆ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ สำเร็จด้วยดีทุกครั้ง และเป็นศิษย์ที่สมเด็จครู ทรงโปรดปรานพระทัย เรียกหาใช้สอยใกล้ชิดผู้หนึ่ง

ศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตรกับงานคอนกรีตในสถาปัตยกรรมไทย
ในสถาปัตยกรรมไทยนั้นเดิมทีมีโครงสร้างเป็นไม้ ต่อมาอาคารประเภทพระอุโบสถ พระวิหาร การเปรียญกุฏิ ได้เริ่มมีตัวอาคารกลายเป็นอิฐ ปูน แต่องค์ประกอบทุกอย่างของหลังคาไม่ว่าจะเป็นรวย ลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลายหน้าบัน ลายอุดปีกนก ลายอุดเต้า กระจังฐานพระ แผงแรคอสอง กรอบหน้านาง ลายรวงผึ้ง ลายสาหร่าย หรือแม้แต่นกนาคก็ยังคงทำด้วยไม้มิได้เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงหลังคาอาคารต่างๆอีกมากมายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยอด หรือพระที่นั่ง ทั้งหมดล้วนยังคงเป็นไม้ อันเป็นเหตุทำให้เมื่อการเวลาผ่านนานไปทำให้โครงสร้างไม้เหล่านั้นถูกกาลเวลาทำให้หายสาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อต้องการความคงทนที่ง่ายต่อการดูแลรักษา จึงเกิดวิธีใช้ไม้เป็นโครงสร้างแล้วก่ออิฐฉาบปูน องค์ประกอบสิ่งตกแต่งก็จะเป็นปูน ด้วยวิธีการนั้นการหล่อแล้วนำไปตกแต่งจึงเกิดขึ้นและเนื่องจากการที่แต่เดิมนั้นลวดลายต่างๆได้เกิดขึ้นจากการทำด้วยไม้ทำให้ปูนที่ถูกใช้นำมาตกแต่งมีทรวดทรงเป็นลักษณะเหมือนทำด้วยไม้ทุกอย่าง ทั้งนี้เนื่องมาจากช่างไทยในสมัยก่อนนั้นยังไม่ทราบถึงคุณสมบัติของปูนอย่างแท้จริง
ต่อมาเมื่อศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) ท่านได้เริ่มเข้าใจถึงคุณสมบัติของปูนหรือคอนกรีตแล้ว ดังจะเห็นได้จากสิ่งตกแต่งของเครื่องปิดเครื่องมุง ทั้งที่เป็นรวยระกา หางหงส์ ที่มีสัดส่วนที่สั้นลง ลวดลายต่างๆที่ปลายจะสะบัดไม่มากเท่าไม้ ซึ่งงานสถาปัตยกรรมของท่านที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ก็คือพระอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พระอุโบสถวัดมณฑป อยุธยา
เมื่อศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตรได้ผลิตผลงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นต่อๆมา ท่านจึงได้เข้าใจถึงคุณสมบัติของคอนกรีตเป็นอย่างดี ผลงานของท่านจึงแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะในการสร้างสรรค์งานคอนกรีตในสถาปัตยกรรมไทย ท่านได้ปรับปรุง รูปทรง สัดส่วน ลักษณะ และจังหวะของงานสถาปัตยกรรมไทยให้เหมาะสมกับงานคอนกรีตงานชิ้นเอกของท่านที่แสดงออกถึงสิ่งเหล่านี้คือ ประตูพระบรมหาราชวังด้านหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่มีชื่อว่า ประตูสวัสดิโสภา ที่ท่านเป็นผู้ออกแบบ ท่านคงได้ศึกษารูปทรงของของประตูยอดปรางค์เก่าผสมกับความเข้าใจในสมบัติของคอนกรีต ท่านจึงได้คัดรูปแบบต่างๆทั้งตัวประตู ยอด รวมทั้งองค์ประกอบ ที่สามารถสร้างโดยใช้คอนกรีตแต่ยังคงรูปร่างไม่ผิดไปจากลักษณะเดิมเลย
นับได้ว่าศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตรเป็นช่างหรือ สถาปนิกท่านแรกที่ริเริ่ม และบุกเบิกในการนำคอนกรีตมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมไทยให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นเลิศในประเทศไทย

แม่..



แม่...หากเอ่ยถึงคำนี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจความหมาย...
แม่...เป็นคำที่ลูกเกือบทุกคนพูดได้เป็นคำแรก...
แม่...เป็นคนแรกที่ทำให้รู้ถึงความรักความห่วงใย ที่คนๆหนึ่งจะมีให้คนอีกคนหนึ่ง...
แม่...เพียงคำพูดอาจจะดูธรรมดา คำสั้นๆคำหนึ่ง ที่แสดงถึงความหมายที่ยิ่งใหญ่...เพราะคำนี้แสดงถึงคุณค่าของชีวิต เป็นผู้สร้างชีวิตหนึ่งหรือหลายๆชีวิตขึ้นมา บนโลก
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมาจากไหน คุณปฏิเสธ ไม่ได้ว่า คุณไม่มีแม่...ผู้หญิงคนหนึ่งที่ให้กำเนิดคุณมา ให้ชีวิตและลมหายใจของคุณบนโลกกลมๆใบนี้ ความรักที่แม่มีให้กับลูกนั้นมันช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้
ชีวิตเก้าเดือนแรกของข้าพเจ้า ถูกห่อหุ้มด้วยความรักและความห่วงใย อยู่ในท้องของแม่ ในขณะที่ข้าพเจ้าตัวเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ก็แสดงให้เป็นว่าความเจ็บปวด เหนื่อยและทรมานของแม่นั้นก็มีมากขึ้นตาม แต่แม่ก็ยังคอยเฝ้าประคบประหงมให้ตัวข้าพเจ้าใหญ่ขึ้น เพราะกลัวจะไม่แข็งแรง ทั้งๆที่แม่เองนั้นต้องทำงานหนัก นอนดึกตื่นเช้า และเลี้ยงดูพี่ชายอีกสองคน ซึ่งบ้านของข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมาย แต่ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมา ก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดมาตลอด ถึงแม้ว่าหากคนอื่นมอง มันอาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมดา แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่แม่คนหนึ่งพยายามจะหามาให้ลูกได้
น้ำนมจากแม่...สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับทารก กลั่นออกมาจากเลือด...เมื่อตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าเป็นเด็กงอแง ร้องไห้ เรื่องมาก ไม่ยอมดื่มนมกระป๋อง ยอมดื่มเพียงแค่น้ำนมจากแม่ ทำให้แม่ของข้าพเจ้าต้องให้นมเกินกว่าที่ปกติแล้วผู้หญิงคนหนึ่งจะให้นมลูก ข้าพเจ้าดื่มน้ำนมแม่จนข้าพเจ้าจำความได้ จนถึงตอนนี้กระดูกของแม่ข้าพเจ้านั้นผุ ซึ่งมันก็เร็วกว่าวัยที่ควรจะเป็น แม่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมต้องได้รับการผ่าตัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิ่งที่แม่สูญเสียไปเหล่านั้นมันกลายมาเป็นตัวของข้าพเจ้าในทุกวันนี้ ยอมเสียสละตัวเองเพื่อให้ลูกแข็งแรง แต่แม่ก็ยังไม่เคยพูดหรือโทษข้าพเจ้าเลย ถึงในตอนนี้แม่ก็ยังต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดเพียงลำพัง
เมื่อตอนข้าพเจ้าเล็กๆ ข้าพเจ้าจะชอบไปรับพี่ชายที่โรงเรียนกับแม่ เพราะว่าที่หน้าโรงเรียนของพี่ชายนั้น จะมีร้านขายขนมมากมาย จึงอยากไปเพียงแค่คิดว่า อยากกินขนม แม่จึงต้องอุ้มข้าพเจ้าเดินไปรับพี่ชาย หากลองนึกถึงภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องทั้งอุ้มทั้งจูง ลูกสองคนเดินข้ามถนนกลับบ้านทั้งหนักทั้งเหนื่อยและร้อนแต่แม่ก็ยังคงทำเหมือนมันเป็นเรื่องสบาย เมื่อถึงเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าเรียน แม่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ข้าพเจ้านั่งรถโรงเรียน หรือไปเรียนเอง ถึงแม้ว่างานของแม่จะยุ่งแค่ไหน แม่ก็ยังคงต้องตื่นมาทำอาหารเช้าให้กินก่อนไปโรงเรียนเสมอ และพาไปส่งที่โรงเรียน วันแรกที่ไปโรงเรียนแม่ของข้าพเจ้า นั่งเฝ้าข้าพเจ้าหน้าห้องเรียนทั้งวัน กลัวว่าถ้าหากข้าพเจ้าร้องไห้อยากกลับบ้าน แล้วไม่เจอแม่ข้าพเจ้าจะรู้สึกไม่ดี เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าเดินออกจากห้องเรียน หากมองไปที่บันได จะมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่และยิ้มให้ทุกครั้ง อาจเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่กลัวการไปโรงเรียนก็เป็นได้ แม่เคยกลัวว่าข้าพเจ้าเลิกเรียนแล้วไม่เจอใครจะร้องไห้ แม่จึงต้องมานั่งเฝ้าก่อนเวลาเลิกเรียนสองชั่วโมงทุกครั้ง เมื่อเลิกเรียนเดินลงมาจากชั้นเรียนก็จะเห็นมองที่นั่งคอยอยู่ทันที จนถึงทุกวันนี้ที่ข้าพเจ้าเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ความห่วงใยที่แม่มีต่อข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดนั้น ยังเหมือนเดิม แม่จะต้องคอยถามคอยห่วงใย แม้ว่าข้าพเจ้าจะกลับดึกไหนแม่ก็ยังคงนอนรออยู่ที่โซฟา เพื่อเปิดประตูรับข้าพเจ้า และถามว่า กินข้าวมาแล้วหรือยัง ในทุกครั้ง ถ้ายังไม่ได้กินมาแม่ก็จะรีบหาข้าวให้กินทันที
สมัยตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในช่วงประถมพ่อกับแม่ต้องไปทำงานอีกที่หนึ่ง แต่ท่านก็ต้องหาเงินมาเซ๊งบ้านให้ข้าพเจ้าเรียนกับพี่ชายที่ยังไม่จบ เพื่อให้ข้าพเจ้าไม่ต้องเดินทางไกลๆมายังโรงเรียน ทั้งๆที่เงินของท่านนั้นแทบจะเรียกได้ว่าหมดกระเป๋า ซึ่งแม่จะต้องไปทำงานอีกที่หนึ่ง ทำให้ช่วงนั้นข้าพเจ้าต้องแยกกันอยู่กับแม่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเวลาสั้นๆ ครั้งละไม่กี่วัน แต่เมื่อนานๆเข้า ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ทำไมเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนกับคนอื่น จึงต้องแอบร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ แต่ก็เข้าใจว่าท่านเองนั้นก็ไม่ได้อยากแยกจากลูก และที่ทำไปนั้นก็เพราะว่าจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูเรา ต้องทำงานหนัก เดินทางไกลๆไปมา ระหว่างบ้านกับที่ทำงาน แต่ท่านก็ไม่เคยปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องไปโรงเรียนหรือกลับจากโรงเรียนเอง ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ท่านก็ต้องปรากฎตัวมารับข้าพเจ้ากลับบ้านก่อนเสมอ
ข้าพเจ้าเคยทำให้แม่เสียใจด้วยการเถียงแม่ ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่แม่พูดนั้นเป็นความปรารถนาดีต่อเราทั้งสิ้น แต่ท่านก็พร้อมที่จะให้อภัยเราเสมอ สิ่งที่แม่ทำให้แก่ข้าพเจ้านั้น ท่านทำให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน และทำอย่างมีความสุขถึงแม้ว่างานที่ทำมันจะทั้งหนักและก็น่าเบื่อก็ตาม ข้าพเจ้ากับแม่สนิทกันมาก เวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจแม่จะจะสังเกตุเห็นได้ทุกครั้ง และเมื่อปรึกษาแม่ก็จะให้คำตอบที่ดีได้เสมอ และไม่เคยซ้ำเติมลูก
ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่แม่มีให้นั้น มันคงไม่สามารถที่จะเล่าออกมาในกระดาษเพียงแผ่นเดียว แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น มันยิ่งใหญ่มาก เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมากว่า 20 ปี ที่แม่พยายามทำสิ่งต่างๆให้แก่ลูก แล้วขณะนี้ร่างกายของแม่ก็เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ ข้าพเจ้าอยากให้แม่มีสุขภาพแข็งแรง อยากให้แม่มีความสุข และดูแลแม่ให้ได้เหมือนที่แม่เคยทำให้มา ต่อจากนี้ไปจะไม่ทำให้แม่เหนื่อยอีกแล้ว อยากบอกว่ารักแม่ทุกเวลา

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

.....สถาปนิก...


สมัยมัธยมศึกษา ก่อนที่จะมาเข้าเรียนทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ คิดว่าสถาปนิกเป็นอาชีพที่ดูดี ดูเท่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งการ บุคคลิกภาพ การวางตัว ที่เป็นตัวของตัวเอง เวลาเรียนก็แต่งตัวสบายๆ ทำตัวแบบไหนก็ไม่มีใครรู้สึกว่าแปลก ก่อให้เกิดความรู้สึกประทับใจ อีกทั้งได้เห็นพี่ชายที่เรียนทางด้านการออกแบบตกแต่งภายใน เขียนแบบยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาชีพนี้ช่างแตกต่างนัก คนธรรมดาไม่มีใครจะสามารถอ่านแบบ และเขียนแบบได้ และด้วยความที่ตนเองนั้นเป็นเด็นที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเรียน ในขณะที่เพื่อนๆอ่านหนังสือเรียนเตรียมตัวสอบแทบตาย จึงได้ไปเรียนวาดภาพความถนัดทางสถาปัตยกรรมแทบเป็นแทบตายแทน เพื่อที่จะได้เข้าในคณะสถาปัตย์ฯ คิดว่าจบมาแล้วจะได้ออกแบบบ้านสักหลังให้พ่อแม่ และไม่ต้องใช้้ชีวิตเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือ จึงทำให้ใจมุ่งมาทางด้านนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายหนทางที่เข้ามาให้เลือก เปรียบเสมือนการกระทำที่ตอบสนองตัณหาความต้องการของตนเอง ทำไปเพราะรู้สึกว่าอยาก ถ้าถามว่าในขณะนั้นรู้จักอาชีพนี้ดีพอหรือยังก็คงจะตอบได้ว่ารู้ แต่ไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถ่องแท้ ไม่ว่าเวลาเรียนพิเศษจะเห็นพี่ติวบอกว่า อย่าเข้าคณะนี้เลย เพราะมันจะกินเวลาส่วนตัวของเราทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ยังไม่อยากเชื่อ และคิดว่าหากได้ทำในสิ่งที่ชอบและดู น่าสนุกขนานนี้ คงไม่รู้สึกหรอกว่าจะทำให้เราไม่มีเวลาส่วนตัว ตอนนั้นเรามองเห็นแต่ด้านดีๆ มองในแง่บวกอย่างเดียว ไม่ได้เห็นในด้านอื่นๆซึ่งมันก็เป็นความเป็นจริงของคณะี้นี้

เมื่อสอบติดคณะนี้ ในสัปดาห์แรกก็ทำให้ทราบได้แล้วว่า หนทางของการมีชีวิตในสายงานนี้คงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ตนเองคิดไว้ เป็นคนที่ไม่เคยนอนดึกเลยซักครั้ง แต่ชีวิตต้องหักเหเมื่อได้เข้าเรียนที่นี่ เพียงแค่ตอนที่อาจารย์มอบหมายงานวิชาเทคโนโลยีอาคารเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าถ้ามองในขณะนี้มันก็เป็นเพียงแค่การเขียนรายการประกอบแบบง่ายๆ แต่รายการประกอบแบบที่เหมือนจะง่ายนี้ก็ได้ทำให้เด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยอดนอนมาตลอดชีวิต 17 ปี อดนอนเป็นครั้งแรก เนื่องด้วย เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่คิดว่ามันเท่ๆ นั้น สำหรับเราที่ยังใช้ไม่ชินมันก็ไม่ได้ช่วยให้เราทำอะไรได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่ผู้ออกแบบตั้งใจจะให้เป็น แต่ถึงอย่างไรการเรียนในปีแรกของข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนานตลอดเวลา อาจเป็นเพราะสิ่งต่างๆที่ได้ร่ำเรียนนั้น มันช้างแตกต่างกับตอนอยู่มัธยมศึกษาเสียเหลือเกิน ยิ่งพอได้ออกแบบตอนโปรเจคแรก รู้สึกว่า สนุกจัง แค่เปลี่ยนห้องครัวห้องหนึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากว่าที่จะลงตัวก็ใช้เวลาไปสองอาทิตย์ ทุกอย่างดูตะกุกตะกักแแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุก ถึงแม้งานจะหนักมันก็หนักเพราะเรายังไม่ชินกับมัน พอขึ้นปีสอง ความรู้สึกเหมือนกับสึนามิเข้าถล่ม งานสารพัดจะเข้ามาถาโถม อดหลับอดนอนกันจนถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะัยังคงไม่เชี่ยวชาญสักเท่าไหร่ แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกโล่งใจว่าจริงๆแล้ว ในความเหนื่อยยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราได้กลับมา ก็คิดว่ามันก็ไม่แย่ซะทีเดียว ส่วนปีสามเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ใช้ชีวิตสุขสบายหลังจากที่พายุพาดผ่านไป หารู้ไม่ว่าพายุลูกถัดมานี่จะหนักหนาขนาดไหน พอขึ้นปีสี่ ความกดดันต่างๆ ความเป็นเหตุเป็นผล รายละเอียดต่างๆที่มีในตัวงานก็เยอะขึ้น ตามมาด้วยความอดทน ความรับผิดชอบ และความพยายามของตัวเองก็ต้องเยอะขึ้นตาม ในปีนี้เองที่รู้สึกว่าท้อมาก ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำ โปรเจคด้วยน้ำตา กับคำที่ว่า "ไม่รู้ว่าอาจารย์ท่านอื่นเป็นอย่างไร แต่ผมมาตรฐานสูงนะ" ในวันสุดท้ายของการส่งแบบร่าง ทำให้การลงเพลทในโปรเจคนั้น ต้องหลั่งน้ำตาเป็นครั้งแรก รู้สึกกดดันมาก ว่าทำไมเราทำเท่าไหร่ก็ยังไม่ดี ถึงแม้ว่าบางครั้งจะคิดว่าดีแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถที่จะตัดสินงานตัวเองได้ อาจจะโดนล้มแบบวันสุดท้ายก็มีความเป็นไปได้สูง ถ้าถามว่าโกรธอาจารย์ท่านนั้นที่พูดอย่างนั้นไม่ พูดตามตรงคือไม่โกรธเลย แต่ก็รู้สึกท้อมากกว่า เพราะคำพูดนั้น เราเลยต้องตั้งใจทำงานมากขึ้น สุดท้ายมันก็ดีต่อผลงานเราเอง เลยทำให้เข้าใจว่า จะดีหรือไม่ดีมันก็เป็นงานของเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องตั้งใจทำมันออกมา เวลาที่เหนื่อยๆเราก็จะพาลและมัวแต่คิดว่า คิดผิดที่มาเลือกคณะนี้ ทั้งที่คณะที่สบายกว่านี้ เรียนสบายๆ หาเงินดี ก็มีตั้งเยอะ แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกสบายใจ บางครั้งการที่เราถูกกดดันก็อาจจะเป็นแรงผลักดันอย่างหนึึ่่่งให้เราเคลื่อนที่ต่อ คณะนี้ก็สอนอะไรเรามากมาย พอได้ไปฝึกงานก็ยิ่งทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเรียนมานั้น มันยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับความเป็นจริง เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะในโลกภายนอก ทั้งๆที่คิดว่าเรียนหนัก แต่บางครั้งการทำงานมันก็ไม่ได้อยู่ในตำรา

ในอนาคตก็ยังไม่ทราบได้ว่าจะได้ทำงานในสายอาชีพนี้หรือไม่ ถึงแม้ว่าใจอยากแต่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการเสมอไป อาชีพนี้ยังคงเป็นอาชีพที่มีความรู้ในหลายๆด้าน รู้ทุกอย่างในเชิงกว้าง ก็คิดนะว่าเหมือนเป็ดไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็ยังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่เป็นสถาปนิกดูอายุน้อยกว่าวัย ก็รู้ว่าหนทางต่อไปก็ไม่ใช่ว่าจะสบาย แต่อย่างน้อยก็ยังอยากทำตราบใดที่ยังมีรู้สึกว่าสนุกอยู่